คำเตือน - อาจมีการ spoiled เนื้อหาหรือบทพูดบางส่วน ถ้ายังไม่ได้ดูหนังโปรดข้ามไปก่อน
 
 
แม่นาค หรือ นางนาก แห่งชาวพระโขนง เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกหยิบยกมาดัดแปลง ตีความ เพื่อนำไปเป็นละครหรือภาพยนต์อยู่บ่อยครั้ง จะกี่ครั้งแน่ก็จำไม่ได้
 
แต่ที่เคยชมและจำความได้ หลักๆ คงเป็นนางนาก ของ คุณอุ๋ย นนทรีย์ และ เวอร์ชั่นละครเวทีต่างๆ
 
จำได้ว่า ตอนนางนากออกฉาย นับเป็นปรากฏการ์ณหนึ่งของหนังไทยในยุคนั้นเลยทีเดียว ที่มีการตีความแม่นาคในรูปแบบที่เน้นความสมจริงและทำการบ้านในเรื่องประวัติศาสตร์มาพอสมควร โทนของหนังจึงดูจริง ซึ้ง น่ากลัว และหม่นมัว บวกกับภาพสวยๆเพลงประกอบที่ไพเราะ เวอร์ชั่นนี้จึงโด่งดังเป็นอันมากในยุคนั้น
 
ข้ามมาอีกหลายปี ยอมรับว่าเมื่อแรกได้ยินว่าจะมีการนำเรื่องราวของ แม่นาค หรือย่านาค ที่เรารู้จักกันดีมาสร้างใหม่ และเน้นในมุมมองของพี่มาก ผมยังนึกไม่ออกว่าฝั่งของพี่มากจะมีเรื่องราวอะไรมาให้ตีความได้ นอกจากภาพพจน์ที่ติดมาตลอดแทบทุกเวอร์ชั่น คือ เป็นคนเดียวที่ไม่รู้ว่าเมียของตนเองเป็น - ผี และทั้งเรื่องก็วนเวียนอยู่แค่การลุ้นว่า พี่มาก พ่อมาก จะรู้ความจริงตอนไหน และจะเป็นอย่างไร
 
ผมไปดูพี่มากพระโขนง หลังจากที่หนังเรื่องนี้ โด่งดังเป็นพลุแตกแล้ว ทุกกระแสบอกเล่าถึงความตลกและซึ้งของหนังเรื่องนี้อย่างหนาหู จากที่รู้สึกเฉยๆ เลยอยากรู้ว่าการผสมระหว่างหนังตลกที่ตลกสุดขีด เข้ากับความซาบซึ้งของเรื่องราวนั้น มันจะผสมกันได้อย่างไรโดยที่ทำให้เราอินไปทั้งสองส่วน
 
และหนังเรื่องนี้ทำสำเร็จ - ทั้งในส่วนที่ตลก และ ความโรแมนติก หลังจากที่หนังเริ่มฉายไปได้แค่ 5 นาทีแรก ผมพบว่าวิธีที่จะทำให้ดูหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุขที่สุด คือมองว่ามันเป็นหนังแฟนตาซี และโยนความสงสัยในเรื่องต่างๆทิ้งไปให้หมด แล้วสนุกกับเรื่องราวที่หนังกำลังดำเนินอยู่ และมันได้ผล เพราะพอสลัดความจับผิดในเรื่องความสมจริงทั้งหลายของยุคสมัยและเวลาไปแล้ว หนังมันกลับวกกลับมาทำให้ผมเชื่อได้แทนในที่สุด - ว่ามันจริง ซึ่งอันนี้คงต้องนับถือคนเขียนบทและผู้กำกับ รวมทั้งนักแสดงวัยรุ่นทั้งหมดที่ทำให้เชื่อได้ ว่าทุกเรื่อง มันจริง ...
 
ผมเคยสงสัยมาตลอดในทุกครั้งที่ดูเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับแม่นากและพี่มาก นั่นคือ สิ่งเหล่านี้ มันเรียกว่าความรักจริงหรือ ? การที่คนๆนึงอ้างว่ารัก จึงไม่ไปไหน และยังยึดติดกับการรอ แม้ว่าจะสูญเสียอะไรไปมากแค่ไหนก็ตาม เพียงเพื่อได้อยู่กับคนที่รัก รวมไปถึงการที่อีกฝ่าย คนที่รักกันมา จะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดใดของกันและกันเลยกระนั้นหรือ ? และเกือบทุกเวอร์ชั่น ที่บทสรุปมันออกมาตรงที่ พอพี่มากรู้ความจริง ก็มีทั้งความโกรธ เสียใจ และ ตกใจ กลัว ผสมปนเปกันไปตามปกติของปุถุชน ส่วนแม่นากนั้น ด้วยความยึดติดในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจว่ามันคือความรัก ก็ทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งคนที่รัก รวมไปจนถึงการทำลายคนอื่นที่ขัดขวางอย่างหน้ามืดตามัว เพียงเพราะคิดว่าการรั้ง คือทางออกเดียวของความรัก และการอยู่ร่วม เป็นวิธีเดียวของการมีความสุข
 
 
หลังจากดูพี่มากจบลง ผมพบว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไปอีกครั้ง และนึกถึงเรื่องราวทั้งหลายที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้ ในส่วนของพี่มากและแม่นากนั้น เป็นหนังดราม่าดีดีนี่เอง - ฝ่ายหนึ่งรู้ว่ากำลังหลอกคนที่รักที่สุด แต่ก็ต้องทำเพียงเพื่อยื้อเวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด ไม่นับรวมถึงการหลอกตัวเองอย่างมาก ว่าสิ่งที่ทำอยู่ คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เรารักอีกด้วย - ส่วนพี่มากนั้น ต้องทำเป็นเหมือนไม่รู้อะไร และ ก้าวผ่านความกลัวสุดขั้วที่ตัวเองมี เพียงเพราะอยากอยู่กับคนที่รักในนานที่สุดเช่นกัน
 
ถ้าจะมองดีดี เราจะพบว่า ที่ทั้งสองคนนั้นมีเหมือนและตรงกัน - นั่นคือ ความต้องการที่จะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าตัวเองต้องทนกับอะไรบ้างก็ตามแต่ การอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาเท่าที่มีนั้น เป็นสิ่งเดียวที่ฉุดให้ทำได้ทุกอย่าง ชนะได้แม้แต่ความกลัว และที่สำคัญที่สุด - ความเห็นแก่ตัว ...
 
 
ถึงแม้จะรู้ ว่าหน้าหนังของค่ายนี้นั้น feel good และหลายฉากก็ใส่มาเพื่อย้ำในสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีต่างๆ รวมไปถึงความเข้าถึงของคนหมู่มาก แต่ต้องยอมรับว่า ฉากที่แม่นากซึ่งกำลังแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างเต็มที่เพื่อรั้งให้คนรักอยู่ด้วยกันนั้น มันทำให้ผมรู้สึกและมองไปถึงเรื่องราวของตนเอง ว่าสิ่งที่เราเข้าใจมาตลอดว่าเรารักอีกฝ่ายนั้น - จริงๆแล้วเรารักหรือเราแค่ต้องการเค้ามาเติมเต็มตัวตนของเรา
 
ฉากที่แม่นากยืดมือมาหมายจะบีบคอพ่อมาก เพราะอาจเป็นทางเดียวที่ตนคิดว่าจะได้ทำให้คนรักไปอยู่ด้วยกันในอีกภพนั้น .... ในชั่วเสี้ยวนาที ความรักในตัวอีกฝ่ายกลับมีมากพอที่จะทนเห็นคนที่เรารักร้องไห้ หรือหวาดกลัวในสิ่งที่เรากระทำ การเปลี่ยนจากการบีบคอมาเช็ดน้ำตานั้น แม่นากคงไม่รู้ตัวหรอก ว่านอกจากจะเช็ดน้ำตาให้คนรักแล้ว ยังทลายความเห็นแก่ตัวของตนเองลงอย่างราบคาบ
 
และสุดท้าย เมื่อทุกอย่างเฉลย ว่าตลอดมาพี่มากก็รู้ว่าเมียของตนเองเป็นผี และตายไปแล้วมาตลอด แต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะสิ่งเดียวที่ต้องการ คือการยังได้อยู่ร่วมกัน
 
 
แม้บทสรุปจะออกมาอย่างมีความสุข และอาจจะเป็นการพลิกบทสรุปของเรื่องราวแม่นากได้อย่าง feel good แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ จากการดูหนังเรื่องนี้....นั่นคือ
 
มันไม่เคยมีลิมิตใดใดมากำกับหรอก สำหรับคำว่ารัก สำหรับการทำเพื่อใครสักคน ไม่ต้องอวดอ้าง ไม่ต้องถ่อมตน มีเพียงสิ่งเดียวที่สำคัญ คือเรารักอีกฝ่ายมากพอที่จะทำหรือเปล่า
 
คำว่าเหนื่อย คำว่าท้อ คำตัดพ้อทั้งหลาย จนทำให้ใครบางคนเลิกราจากเราไป - ผมเคยนึกโทษตัวเองตลอดมา ว่าเพราะเราไม่ดี เพราะเราเปลี่ยนไป หรือเพราะเราไม่เหมือนเดิม
 
ผมใช้เวลาเนิ่นนาน จนให้หนังที่คนส่วนใหญ่มองว่าตลก ตลาด และ feel good เรื่องนี้
 
ทำให้ตัวเองเข้าใจว่า
 
ถ้ามันจะมีสิ่งเดียวที่น่าเสียดายระหว่างการจากลาของกันและกัน
 
มันมีเหตุผลตัวแปรอย่างเดียว - นั่นก็คือเรารักกันไม่มากพอ
 
 
เท่านั้นเอง
 
ไม่เกี่ยวกับบริบทใดใดที่เราอ้างเพื่อตนเองและเพื่อบอกใครใครเลย
 
เราแค่รักกันไม่มากพอจะอยู่ด้วยกันต่อ
 
 
ไม่ว่าในสถานะใด
 
ไม่เหมือนพี่มากและแม่นากในหนัง
 
ที่บทสรุปใจความก็แค่ จะเป็นไรไปเล่า ถ้าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร
 
ทุกอย่างมันปรับเปลี่ยนได้หมดนั้นแหละ - แค่เราเท่านั้น " ที่รักกันมากพอ"
 
 
 
หนังตลาดแต่โคตรดีครับ - ชอบมาก :))
 

 
.............................................................................................
 
ปล ส่วนที่เป็นส่วน comedy ทั้งหลายในหนังผมไม่ได้กล่าวถึงเพราะคิดว่ามันอิ่มได้ด้วยตัวเองอยู่แล้วคับผม
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

big smile big smile

#2 By parmer on 2013-04-30 12:09

เขียนดีจังเลยค่ะ
เรายังไม่ได้ดู
แต่ก็เข้ามาสปอยล์ตัวเองเรียบร้อยแล้ว big smile

#1 By in the mood for love on 2013-04-20 13:59