ความรักคืออะไร ?

posted on 09 Mar 2013 22:45 by parmer in memo
 
ถ้าถามคำถามนี้กับผมสักเมื่อ 10 ปีก่อน
 
ผมคงตอบว่า รักคือการที่คนสองคนตามหากันจนเจอและอยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่า
 
 
ถ้าถามคำถามนี้ใหม่กับผมเมื่อสัก 5 ปีก่อน
 
คำตอบของผมคงเป็นว่า รักคือการที่คนสองคนอยู่เคียงข้างกันทั้งในยามสุขและยามทุกข์
 
 
และถ้าถามคำถามนี้ใหม่ สักปีที่แล้ว
 
ผมคงใช้เวลาคิดสักพัก ก่อนจะหาคำตอบที่เหมาะสมให้กับมันได้
 
 
ผมเคยอ่านเจอว่า
 
ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าความรักนั้น
 
เป็นกลไกทางเคมีอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงเผ่าพันธ์และสืบพันธ์กันต่อไปได้
 
มันออกฤทธิ์ประมาณ 6 เดือน ซึ่งก็ใกล้เคียงกับกับอาการที่เราเรียกกันง่ายๆ
 
ว่าช่วงโปรโมชั่นนั่นเอง
 
 
แล้วคำถามต่อมาก็คือ แล้วถ้ามันเป็นเคมีที่ทำให้มนุษย์สืบเผ่าพันธ์
 
ทำไมถึงยังมีความรักในเพศเดียวกันล่ะ ในเมื่อสืบเผ่าพันธ์ไม่ได้
 
ผมจำคำตอบที่แน่นอนทางวิทยาศาตร์ไม่ได้ แต่มันก็ยังอิงเรื่องเคมีของคนสองคนอยู่นั่นเอง
 
 
กลับกัน ทางศาสนา ความรักอาจหมายความถึง
 
ความผูกพันธ์ พันผูกกันทั้งบุญและกรรม ตามสุดแท้แต่ทำอะไรร่วมกันมา
 
ทำบุญก็กลับมารักกันไป ถ้าทำกรรมก็กลับมาใช้เวรร่วมกัน
 
 
เราเชื่อกันเสมอมาว่า
 
การครองคู่กันจนตายจากกันน่ะ
 
นั่นคือรักแท้ ...
 
 
แต่ในเนื้อแท้ปลีกย่อย มันมีอะไรมากมายที่เรายังไม่รู้
 
อยู่กันจนตาย เพราะห่วงลูกหลาน ?
 
อยู่กันจนตาย เพราะตั้งใจว่าจะเลิก แต่ดันตายก่อน ?
 
อยู่กันจนตาย เพราะหวังมรดก ประกันชีวิต ?
 
 
แต่เอาเถอะครับ
 
ความเชื่อที่ทำให้เรามีความสุข เป็นเหมือนความหวังเล็กๆในชีวิต
 
บางทีก็ทำให้เราอ่านนิยาย และดูละครสนุกขึ้น
 
มันจะเป็นยังไงถ้าถึงวันที่เราเลิกที่จะเชื่อในความรัก
 
และตอนจบของละครที่พระเอกนางเอกได้ครองคู่กันนั้น
 
สำหรับเรามันคือจุดเริ่มต้น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าตอนต่อที่ไม่ได้ออกอากาศนั้น
 
จะเป็นหนังสยองขวัญหรือไม่ อย่างไร
 
 
เอาเป็นว่า
 
 
ถ้าถามผมใหม่ตอนนี้
 
ว่าความรักคืออะไร ?
 
 
คำตอบก็คือ ความรักคงเหมือนการที่เราเหยียบขี้หมาสักกอง
 
และหาที่ล้างไม่ได้ ส่วนกลิ่นที่ติดเท้าเราไปนั้น
 
เราจะนิยามกลิ่นของมันว่าอะไร
 
จะเหม็นหรือหอมก็สุดแท้แต่ว่า
 
 
เรา " รัก " หมาตัวนั้นมากพอหรือไม่ - อย่างไร
 
 
 
..............................................................
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

big smile big smile

#8 By parmer on 2013-04-30 12:10

ฮ้าๆๆๆ เราชอบการเปรียบเปรยอันนี้นะ double wink

#7 By in the mood for love on 2013-04-20 14:03

ครับ จริงๆมันก็มีเรื่อง positive อยู่บ้างนะครับ ถ้าย้อนไปดู แต่บังเอิญผมเขียนตามความคิดช่วงนั้นจริงๆ ในเมื่อตอนนี้ผม negative ผมก็เขียนตามที่คิด เพราะชื่อมันบอกอยู่ว่า เป็น memo ของผม ผมเขียนเพื่อจดบันทึกความรู้สึกและความคิดตัวเองช่วงนั้นๆ ไม่ได้อะไรนะครับ แต่ถ้าจะหาอะไร positive มองข้ามบลอคผมไปเลย ไม่ว่ากันครับ :))))))

#6 By parmer on 2013-04-03 23:54

ถ้าคุณได้ตกตะกอนความคิดแล้วว่า มุมมองแบบนี้ ที่คุณเรียกว่าตามจริงนั้น ไม่บั่นทอนจิตใจหรือจิตวิญญาณคุณ ก็ถือว่าดีไปคับ โลกนี้มันไม่สวยงามอยู่แล้วคับ จากมุมมองของผมที่ได้อ่านเรื่องของคุณ มันค่อนข้าง negative ดังนั้น โลกที่ ค่อนข้าง negative + ความคิดของคนที่negaive = double negative รึเป่า????

#5 By clover (103.7.57.18|203.146.150.142) on 2013-03-27 16:10

sad smile คุณจะมองในแง่ดี แง่ร้าย แง่จริง ไม่มีใครไปตัดสินคุณได้หรอกครับ มันเป็นความคิดและทัศนะคติในการมีชีวิตอยู่ของคุณล้วนๆ เพราะท้ายที่สุดไม่มีใครบงการชีวิตหรือความคิดใครได้อยู่แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว มุมมองที่เรามีต่อโลก จะนำพาเราไปสู่สิ่งนั้นเองคับ
ผมลืมบอกคุณไปอย่าง ชีวิตทุกคนต้องเจอทุกขภาวะในรูปแบบต่างๆด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็นั่นอีกเช่นกันคับ มันอยู่ที่การมองโลก เพราะสิ่งดีๆ มันไม่อยู่นั้นตลอดไป

#4 By clover (103.7.57.18|203.146.150.142) on 2013-03-27 16:01

ใครจะมองในแง่ดีผมก็ไม่ขัด เค้าอาจเจอเรื่องดีดีมาจนคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป ก็ไม่ว่ากันครับ แต่โลกนี้เป็นโลกอิสระ ทุกคนมีสิทธิ์คิด ประเด็นคือไม่ตัดสินควาใคิดคนอื่นด้วยความคิดเราน่ะ คือการมองตามจริง จริงๆ ...

#3 By parmer on 2013-03-15 12:44

ต่างคนต่างมองแล้วแต่ประสบการ์ณที่เจอตอนนั้นครับ

#2 By parmer on 2013-03-15 12:42

มองโลกในแง่ร้ายจังเลยคุณ

#1 By clover (103.7.57.18|203.146.150.142) on 2013-03-14 16:56